เมื่อแสงแรกของยามเย็นค่อยโรยตัวเหนือเมืองเพชรบูรณ์ เงาของเจดีย์เก่าในวัดมหาธาตุ วัดพระแก้ว และวัดไตรภูมิ ดูจะสั่นไหวอยู่บนพื้นลานกิจกรรมหลักเมืองเพชรบูรณ์ แต่ครานี้ไม่ใช่เงาจากโบราณสถานจริง หากเป็นเงาที่ “เกิดใหม่” จากแสงภายในกล่องโลหะฉลุลาย
ประติมากรรมแสง–เงาชิ้นใหม่ใน “ลานกิจกรรมหลักเมืองเพชรบูรณ์”กำลังเปลี่ยนพื้นที่แห่งศรัทธาและพิธีกรรมเก่าแก่ ให้กลายเป็น “เวทีแห่งแสง”ที่อดีตกับปัจจุบันซ้อนทับกันอยู่ในทุกลวดลาย ยามไฟสว่างขึ้นในกล่องโลหะ เงาโบราณสถานจะสาดออกมาบนพื้นลาน เหมือนอดีตกลับมามีชีวิต — ศิลปะแสง–เงาชิ้นนี้จึงไม่เพียงเป็น“ประติมากรรมกลางแจ้ง”หากเป็น สื่อร่วมสมัยที่ให้แสงส่องอดีตกลับคืนสู่สายตาคนรุ่นใหม่
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เฟส 2 การปรับปรุงลานกิจกรรมหลักเมืองเพชรบูรณ์” ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง —จุดศูนย์กลางศรัทธาของคนเพชรบูรณ์ ที่มีเสาหลักเมืองหินทรายเก่าแก่จารึกอักษรขอม–สันสกฤตไว้สองยุค คือทั้งพราหมณ์และพุทธ
ในเฟสใหม่นี้ เมืองเพชรบูรณ์วางแผนพัฒนาให้พื้นที่รอบศาลหลักเมืองกลายเป็น “พื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์” โดยนอกจากประติมากรรมแสงเงาแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น
อาคารอเนกประสงค์สไตล์โคโลเนียล ที่ด้านหน้าเป็นเวทีจัดงาน และภายในจัดแสดงแหล่งท่องเที่ยวตามแคมเปญ “21 ประทับใจ เที่ยวในเมืองเพชรบูรณ์”
ลานคอนกรีตอเนกประสงค์ และ ลานจอดรถ เพื่อรองรับกิจกรรมชุมชน
แนวกำแพงเมืองและประตูเมืองโบราณ ที่จำลองจากผังเมืองเก่าในยุคอยุธยา
และ ประติมากรรมกลางแจ้งเล่าเรื่องเมือง เช่น “ก่อเจดีย์ทราย กลบธาตุ”, “กลองยาวหัวโต”, “ถนนข้าวโพด / ข้าวเหนียว”, “ทอดมันหัวปลี”, “สะเดาเพชรป่าสัก” ตลอดจน “ต้นไม้ของชุมชน” — ต้นโพธิ์, ต้นจันทร์, ต้นหว้า, ต้นไทร — ที่เป็นชื่อเรียกชุมชนเก่าในเมือง
ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของเมืองเพชรบูรณ์ที่จะ “ร้อยอดีตเข้ากับปัจจุบัน” ให้กลายเป็น เมืองที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นักวิชาการท้องถิ่นผู้ทำงานด้านมรดกเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่าแนวคิดประติมากรรมแสง–เงาเช่นนี้ นับเป็นงานศิลปะเชิงสื่อประสมล่าสุดของเพชรบูรณ์ ที่มุ่งใช้ “แสง” เป็นเครื่องมือเรียก “อดีต” ให้ปรากฏในปัจจุบัน “เมื่อแสงตกกระทบ เงาก็เล่าเรื่อง” นี่คือแนวคิดหลักของศิลปินผู้ออกแบบ ที่ต้องการให้ผู้คนที่เดินผ่านลานกิจกรรมในยามค่ำ ได้เห็นเงาเจดีย์และโบราณสถานสาดทาบลงบนพื้น เหมือนอดีตยังคงอยู่เคียงข้างเราเสมอ โครงการนี้จึงมิใช่แค่การประดับไฟ แต่คือการ “ตีความเมืองเพชรบูรณ์” ผ่านมิติของแสง เป็นการเล่าเรื่องด้วยเงา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเมืองในอีกมุมที่มีชีวิต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ เคยเสนอแนวคิด “เมืองเพชรบูรณ์ในฐานะมรดกมีชีวิต” ผ่านงานบรรยายและบทความหลายชิ้น โดยชี้ว่า “เมืองไม่ควรถูกอนุรักษ์ให้หยุดนิ่ง แต่ควรถูกทำให้มีชีวิตอยู่กับผู้คน”แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในลานกิจกรรมหลักเมืองเฟสใหม่ ซึ่งใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นสื่อกลางให้ผู้คนได้ “เดินดูอดีต” ผ่านแสงและเงา
ในมุมของประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ มองว่า เพชรบูรณ์เป็นเมืองที่มีเส้นใยของวัฒนธรรมมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ตั้งแต่เจดีย์มหาธาตุ, วัดพระแก้ว, วัดไตรภูมิ, ไปจนถึงวัดพระสิงห์ — ทุกแห่งล้วนเป็น “เส้นรอยของอดีต” ที่ยังฝากเงาไว้ในผังเมืองปัจจุบัน
ลานกิจกรรมหลักเมืองเพชรบูรณ์ ที่นี่ไม่ใช่เพียง “ลานจัดงาน” แต่คือ พิพิธภัณฑ์แสงกลางแจ้ง ที่รวมเรื่องราวของเมืองเพชรบูรณ์ไว้ในทุกเงา ตั้งแต่ความศรัทธาที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไปจนถึงเสียงกลองยาว ถนนข้าวโพด และกลิ่นสะเดาเพชรป่าสักในลมเย็น มาสัมผัส “แสงที่เล่าอดีต” ด้วยตาคุณเอง เดินดูเงาเก่าของเมืองที่ยังคงมีชีวิต และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เพชรบูรณ์ เมืองแห่งศิลปะและความทรงจำ
ข้อมูล-ภาพ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์
เรียบเรียง วิริทธิ์พล หิรัญรัตน์




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น