21 กุมภาพันธ์ 2569

ปริศนา “หินส่องฟ้า” แห่งเขาถมอรัตน์: เมื่อธรรมชาติสลักศรัทธาไว้เหนือเมืองศรีเทพ

เหนือผืนที่ราบอันเคยรุ่งเรืองของ เมืองโบราณศรีเทพ มีภูเขาหินโดดเด่นลูกหนึ่งตั้งตระหง่านทางทิศตะวันตก—เขาถมอรัตน์ ภูเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากคือ “ภูมิธรรม” ซึ่งหลอมรวมความเชื่อ ศิลปกรรม และพลังธรรมชาติไว้ในมวลหินเดียวกัน บนยอดเขา แท่งหินมหึมารูปร่างคล้ายจะงอยปากนกชี้ฟ้า ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “หินรูปจะงอย” หรือ “หินส่องฟ้า”ตั้งอยู่ในสภาพที่ดูราวกับท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นภาพที่ทั้งนักธรณีวิทยา นักโบราณคดี และผู้แสวงบุญต่างตั้งคำถามตรงกันว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร และเหตุใดจึงยังไม่ร่วงหล่นลงมา

หินที่ธรรมชาติ “จงใจ” เหลือไว้

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ชี้ไปที่กระบวนการกัดเซาะแบบแตกต่าง (differential erosion) ของภูเขาหินปูนผสมหินทราย ตลอดเวลานับล้านปี น้ำ ลม และฝนค่อยๆ พังทลายส่วนที่อ่อนกว่า เหลือเพียงแกนหินที่แข็งแกร่งที่สุด ตั้งโดดเด่นราวกับประติมากรรมธรรมชาติ

อีกสมมติฐานหนึ่งมองว่า การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในอดีตอาจดันมวลหินขึ้นสู่ตำแหน่งที่สมดุลอย่างน่าหวาดเสียว ทว่ามั่นคงพอจะยืนหยัดผ่านกาลเวลา

ไม่ว่าคำตอบใดจะถูกต้อง หินก้อนนี้ได้กลายเป็น “หินหลงเหลือ” ที่ธรรมชาติเหมือนตั้งใจวางไว้ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังตีความ


ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในภูมิทัศน์ศรัทธา

สำหรับผู้คนในอดีต โดยเฉพาะชุมชนพุทธศาสนาโบราณแห่งศรีเทพ ภูเขาลูกนี้มิใช่เพียงภูเขา หากเปรียบได้กับ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางจักรวาลตามคติอินเดียโบราณ

ลักษณะหินที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ใต้ยอดหินนี้ ปรากฏถ้ำซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำอายุกว่า 1,200 ปี—รูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนาแบบมหายาน

การปีนขึ้นสู่ที่สูงชันเพื่อสลักภาพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงการสร้างศาสนสถาน หากคือการ “ยก” พื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นภูมิศักดิ์สิทธิ์ (sacred landscape)

แสงสุดท้ายเหนือยอดหิน

ตำแหน่งของเขาถมอรัตน์ทางทิศตะวันตกของเมืองโบราณ ทำให้ยามอาทิตย์อัสดง แสงสีทองจะส่องกระทบยอดหินก่อนจมหายหลังขุนเขา ภาพดังกล่าวอาจเคยเป็นสัญญาณเวลา พิธีกรรม หรือแม้แต่สัญลักษณ์ทางจักรวาลวิทยาที่ผู้คนในเมืองมองเห็นทุกวัน

หินส่องฟ้าจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ ประภาคารทางจิตวิญญาณ และอนุสาวรีย์แห่งศรัทธาในคราวเดียวกัน

ปริศนาที่อาจไม่มีวันคลี่คลาย

แม้หลักฟิสิกส์บอกว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป แต่การที่หินก้อนนี้ยืนหยัดผ่านแผ่นดินไหว ลมฟ้า และกาลเวลามานับพันปี สะท้อนถึงสมดุลอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ปัจจุบัน ทั้งเมืองโบราณศรีเทพและภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยUNESCOการศึกษาทางธรณีวิทยาและการอนุรักษ์จึงเข้มข้นขึ้น เพื่อรักษาทั้งโบราณสถานและ “ปริศนา” ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตในจินตนาการของผู้คน

ท้ายที่สุด หินส่องฟ้าอาจไม่ได้สำคัญเพราะคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากสำคัญเพราะมันทำให้เรายังตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และความเชื่อ—คำถามเดียวกับที่ผู้คนบนแผ่นดินศรีเทพเคยเงยหน้าถามท้องฟ้าเมื่อพันปีก่อน และบางที ปริศนาที่แท้จริง อาจไม่ใช่หินก้อนนั้น แต่อยู่ที่สายตาของผู้มองเอง.


ข้อมูลเบื้องต้น-ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์  ประธานสภาวัฒนธรรม จ.เพชรบูรณ์


27 มกราคม 2569

ถอดรหัส “วัดเคยร้าง” กลางเมืองเพชรบูรณ์ เปิดตำนานวัดพระแก้ว–เจดีย์เอียง กับปริศนาที่สืบทอดมากว่าหลายศตวรรษ

ท่ามกลางใจกลางเมืองเพชรบูรณ์ ที่วันนี้รายล้อมด้วยถนน อาคาร และชุมชนหนาแน่น ยังมีร่องรอยของอดีตที่เงียบงันซ่อนตัวอยู่—โบราณสถานวัดพระแก้วและสถูปเจดีย์เอียง ซึ่งถูกกล่าวถึงในตำนานท้องถิ่นมายาวนาน แต่กลับเลือนหายไปจากความรับรู้ของคนร่วมสมัย

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ลานวัดพระแก้วหน้าสถูปเจดีย์เอียง กลายเป็นพื้นที่เปิดทางวิชาการ ผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “ความเป็นมาและการปลุกตำนานวัดเคยร้าง” เพื่อถอดรหัสประวัติศาสตร์เมืองเพชรบูรณ์ที่ถูกปกคลุมด้วยเรื่องเล่า ความเชื่อ และข้อสงสัยมานานกว่าหลายศตวรรษ

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก โดยมี ดร.วิศัลย์ โฆษิตตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานการเสวนา มี นายไชยยงค์ ไชยปัน อดีตผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับนักโบราณคดีจากกรมศิลปากร ขณะที่ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ให้การต้อนรับและสนับสนุนรถนำชมพื้นที่โบราณสถานโดยรอบ

ดร.วิศัลย์ โฆษิตตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า พื้นที่เมืองเพชรบูรณ์ในอดีตเคยมีวัดสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ วัดพระสิงห์เหนือ วัดพระเสือใต้ และวัดพระแก้ว โดยคำว่า“เหนือ–ใต้”ในความเข้าใจของคนโบราณ มิได้หมายถึงทิศทางภูมิศาสตร์ หากแต่หมายถึงตำแหน่ง “เหนือน้ำ–ใต้น้ำ” ตามสภาพภูมินิเวศในอดีต ทั้งสามวัดปรากฏชื่อเป็น “วัดร้าง” ในทะเบียนวัดปัจจุบัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเมือง จากศูนย์กลางชุมชนโบราณ สู่พื้นที่เมืองสมัยใหม่ที่ทับซ้อนร่องรอยเดิมไว้ใต้ผืนดิน

ส่วนคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำป่าสักกับคลองศาลาในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่ลำน้ำดั้งเดิม หากเป็นคลองที่ขุดขึ้นใหม่ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อผันน้ำเข้าสู่เขตเมือง มีชื่อว่า “คลองวัดสิงห์แก้ว” ลักษณะเป็นแนวตรง แตกต่างจากลำน้ำธรรมชาติในอดีตอย่างชัดเจน

ด้านนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรให้ข้อมูลว่า สถูปเจดีย์เอียง ที่คณะสื่อมวลชนและผู้ร่วมเสวนาได้ลงพื้นที่ศึกษานั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง มีอายุราว 400–500 ปี และเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความเจริญของชุมชนโบราณในพื้นที่เมืองเพชรบูรณ์ หลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ซึ่งวันนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงโบราณสถานรกร้าง แท้จริงแล้วเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและชุมชนในอดีต

หนึ่งในตำนานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาว่า“วัดพระสิงห์อยู่เหนือ วัดพระเสืออยู่ใต้ วัดพระแก้วอยู่กลาง จระเข้โก่งหาง เอาคางเกยไว้” คำกล่าวนี้เป็นที่รับรู้ของคนเพชรบูรณ์รุ่นเก่าแทบทุกคน แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายความหมายที่แท้จริงได้ บ้างมองว่าเป็นปริศนาธรรม บ้างเชื่อว่าเป็นลายแทงสมบัติที่ซ่อนอยู่และบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวพันกับบุคคลในตำนานอย่าง “พระเจ้าเสือลือชัย” ซึ่งยังรอการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ

ดร.วิศัลย์ โฆษิตตานนท์ ระบุว่า เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตอบคำถามเชิงตำนานเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ทางวิชาการ เพื่อนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมาคลี่คลายความเข้าใจเกี่ยวกับรากเหง้าของเมืองเพชรบูรณ์ พร้อมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาโบราณสถานวัดพระแก้วให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างคุณค่าทางสังคมในอนาคต

“การเรียนรู้อดีต คือการทำความเข้าใจว่าปัจจุบันเรายืนอยู่ตรงไหน และอนาคตควรเดินต่อไปอย่างไร”

คำกล่าวนี้อไม่เพียงเพื่อไขปริศนาอดีต แต่เพื่อวางตำแหน่งของเมืองเพชรบูรณ์ในหน้าประวัติศาสตร์บทต่อไป


24 มกราคม 2569

หนาว ฟิน มันส์…แต่บัตรเดือด! Rock Mountain 2026 คนดูทะลุ 3 หมื่น

เขาค้อแทบลุกเป็นไฟ เมื่อเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวระดับประเทศ “Rock Mountain 2026” โดย จีเอ็มเอ็ม โชว์ (GMM SHOW) จัดขึ้นคืนวันที่ 24 มกราคม 2569 ณ Jolly Land อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นราว 16 องศาเซลเซียส และทิวเขาที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเที่ยงวัน มีนักท่องเที่ยวและแฟนเพลงจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

แฟนเพลงทยอยเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่ช่วงกลางวัน เพื่อแลกรับสายรัดข้อมือและเลือกซื้อ Official Merchandise ก่อนประตูเปิดเวลา 13.00 น. และเริ่มการแสดงอย่างเป็นทางการในเวลา 17.00 น. เวทีถูกเนรมิตอย่างอลังการ โดยมี เขาผาตัด และแนวเนินธรรมชาติเป็นแบ็กกราวด์ ผสานแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์สุดตระการตาที่แฟนเพลงประทับใจไม่รู้ลืม

ปีนี้ Rock Mountain จัดเต็มทัพศิลปินร็อกและป๊อปร็อกแถวหน้าของประเทศ นำโดย JOEY PHUWASIT, KLEAR, BIG ASS, RETROSPECT, POTATO, TAITOSMITH, THREE MAN DOWN, LITTLE JOHN, SILLY FOOLS และ SWEET MULLET ที่ขนเพลงฮิตมาระเบิดความมันส์ตลอดทั้งคืน กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวที่แฟนเพลงรอคอยทุกปี ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของขุนเขา โดยปีนี้อากาศถือว่า เป็นใจอย่างมาก หลังจากช่วงก่อนหน้าหลายพื้นที่เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ค่ำคืนของงานกลับพลิกมาเย็นสบาย อุณหภูมิลดลงเหลือราว 16 องศาเซลเซียส พร้อมมี สายหมอกบางๆ ลอยคลอคลุมพื้นที่จัดงาน สร้างบรรยากาศฟินสุดๆ ให้แฟนเพลงที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

ด้านมาตรการความปลอดภัย ผู้จัดงานกำหนดกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ห้ามนำอาวุธ วัตถุมีคม วัตถุไวไฟ สารเสพติด กัญชา และบุหรี่ไฟฟ้าเข้าพื้นที่จัดงาน พร้อมงดสูบบุหรี่ทุกชนิดในพื้นที่คอนเสิร์ต โดยจัดโซนสูบบุหรี่เฉพาะจุด หากฝ่าฝืนจะถูกตักเตือน และเชิญออกจากพื้นที่ทันที รวมถึงตัดสายรัดข้อมือ นอกจากนี้ยังมีมาตรการห้ามทะเลาะวิวาทและก่อความรุนแรง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ไม่เพียงสร้างความสุขให้แฟนเพลง งาน Rock Mountain 2026 ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน ที่พักในเขาค้อและอำเภอใกล้เคียงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 100% ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าชุมชน ปั๊มน้ำมัน และบริการขนส่งต่างๆ ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก คาดว่ามูลค่าเงินหมุนเวียนตลอดช่วงจัดงาน ไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลังจบงานได้เกิดประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อมีการตั้งคำถามถึง ราคาบัตรรีเซล ที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยมีรายงานว่าบัตรบางใบถูกนำมาขายต่อในราคา 7,000–8,000 บาท และบางรายสูงถึง 10,000–12,000 บาทต่อใบ หรือ 2 ใบรวมกว่า 22,000 บาท สร้างความไม่พอใจให้แฟนเพลงจำนวนมาก ที่หวังว่าราคาจะลดลงช่วงดึก แต่กลับพบว่าราคาสวนทางความคาดหมาย

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง พร้อมติดแฮชแท็ก
#RockMountainโก่งราคาขนาดนี้ปีหน้าจะเป็นไง
สะท้อนเสียงแฟนเพลงที่อยากให้การจัดการบัตรในอนาคตเป็นธรรมมากขึ้น

ทั้งนี้ Rock Mountain 2026 ยังคงตอกย้ำบทบาทของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะ เมืองท่องเที่ยวและเมืองแห่งเทศกาลดนตรีฤดูหนาวของประเทศไทย ที่ผสานความบันเทิง ธรรมชาติ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว แม้จะทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้ผู้จัดและแฟนเพลงได้คิดต่อถึงปัญหาบัตรรีเซลในปีถัดไปก็ตาม

10 ธันวาคม 2568

“เจดีย์ข้าววัดโฆษา” สัญลักษณ์ศรัทธาวิถีข้าวบ้านท่าช้าง รัฐมนตรีซาบีดาเปิดงานชูเพชรบูรณ์เป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 บริเวณวัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชน เมื่อ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณี “เจดีย์ข้าววัดโฆษา” พร้อมประกาศยกย่องชุมชนบ้านท่าช้างเป็นหนึ่งใน “10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568

งานเริ่มต้นด้วยขบวนแห่วิถีการทำนาแบบดั้งเดิม ที่ชาวบ้านกว่า 200 คนร่วมแต่งกายชุดพื้นถิ่น ถือรวงข้าว เครื่องมือเกษตร และโยงสายใยแห่งความผูกพันระหว่างคนกับผืนนา อันเป็นรากเหง้าของชุมชนห้วยไร่มาแต่อดีต ก่อนเข้าสู่พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ เพื่อขอพรความอุดมสมบูรณ์ของพืชผล และสะท้อนความเชื่อร่วมกันของคนในถิ่นไทหล่ม

การแสดง“ฟ้อนถวายอาลัยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” ซึ่งถ่ายทอดผ่านท่วงทำนองอ่อนช้อยและท่าฟ้อนที่ผสมผสานลีลาพื้นบ้านท้องถิ่น ทำให้บรรยากาศของพิธีเป็นไปด้วยความสงบงามและลึกซึ้ง ก่อนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอด “เจดีย์ข้าว” อันเป็นจุดสูงสุดของงานบุญประจำปี

เจดีย์ข้าววัดโฆษา ซึ่งสร้างจากรวงข้าวใหม่ตามฤดูกาล ถูกจัดเรียงเป็นรูปทรงระฆังคว่ำอย่างประณีต ถือเป็นสัญลักษณ์แทนความกตัญญูต่อแผ่นดินและวิถีข้าวของผู้คนในชุมชน เป็นงานศิลป์เกิดจากแรงศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นภาพที่ปรากฏเฉพาะในช่วงงานบุญคูณลานของพื้นที่นี้เท่านั้น

ด้าน นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าพัฒนาชุมชนด้วย “ทุนวัฒนธรรม” เน้นสร้างอัตลักษณ์ให้ชัดเจนและต่อยอดให้เกิดรายได้ ทั้งในมิติวิถีชีวิต การแสดง ศิลปหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยชุมชนบ้านท่าช้างถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ทั้งการทำนาแบบ “ลงแขก” ที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมได้ รวมถึงการสืบทอดผ้าขิดลายดั้งเดิม “ลายดอกจันทร์” ที่ปรับให้เหมาะกับการใช้ในยุคใหม่

ผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งเป็นผลจากภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกนำมานำเสนอภายในงานอย่างคึกคัก ทั้ง “มะพร้าวแก้ว–น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” ภายใต้แบรนด์ “ขวัญหอม” ที่เกิดจากการแปรรูปผลผลิตเกษตรของชุมชน และ “สุราไทหล่ม” สุรากลั่นพื้นถิ่นที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น 5 ชนิด ผ่านกรรมวิธีดั้งเดิมและได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีการเปิด “ตลาดวัฒนธรรม หลวงพระบาง 2” เพื่อให้ชาวบ้านนำสินค้าและงานหัตถกรรมมาจำหน่าย พร้อมการจัดแสดง “ศิลป์โฆษา” โปงลางพื้นบ้าน และมหรสพตลอดงาน

จังหวัดเพชรบูรณ์และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด กำหนดจัดงานต่อเนื่องถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เชิญผู้สนใจร่วม“ยลวิถีโฆษา ตระการตาบุญคูณลาน” สัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทหล่ม และเรียนรู้วิถีชีวิตที่ยังคงหายใจอยู่ในทุกจังหวะก้าวของชุมชนบ้านท่าช้าง

งานครั้งนี้นอกจากจะเป็นเวทีประกาศศักยภาพชุมชนแล้ว ยังเป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณท้องถิ่นได้อย่างงดงามและยั่งยืน.


03 ธันวาคม 2568

“Perfect Music Festival 2025” สร้างปรากฏการณ์สะเทือนเพชรบูรณ์! เม็ดเงินสะพัด นักท่องเที่ยวทะลัก ชูความสำเร็จทั้งบันเทิง–เศรษฐกิจ



เพชรบูรณ์คึกคักสุด ๆ เมื่อ Perfect Music Festival 2025 เปิดเวทีอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายชัชวาลล์ คงอุดม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ, นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ นายเสกสรร นิยมเพ็ง และผู้จัดงาน เสี่ยตู่ คุณอาทิตย์ ล้อมปกรณ์ สร้างสีสันให้พื้นที่เขาค้อ–หล่มสักคึกคัก

แม้จะเป็นงานดนตรี แต่แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้กลับส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมหาศาล ผู้ร่วมงานทะลักกว่า 5,000–6,000 คน ทำให้ตัวเลขการใช้จ่ายพุ่งขึ้นแบบจับต้องได้ รายได้ที่เกิดขึ้นรอบงานแบบจัดเต็ม ยอดขายบัตร มากกว่า 6 ล้านบาท อาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก ทั้งในงาน–นอกงานหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาท ที่พัก ของผู้มาจากต่างจังหวัด (กว่า 60–70%) ส่งผลให้รงแรม รีสอร์ต และที่พักโฮมสเตย์ในเขาค้อ–หล่มสักเต็มยาว กวาดรายได้กว่า 5 ล้านบาท ค่าการเดินทาง–เชื้อเพลิง–บริการอื่นๆช่วยเติมให้เศรษฐกิจหมุนต่อเนื่องภาพรวมทั้งหมดทำให้เทศกาลครั้งนี้กลายเป็น “ก้อนพลังเศรษฐกิจ” ที่ช่วยปลุกการท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ช่วงปลายปีให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

นอกจากศิลปินระดับประเทศไม่ว่าจะเป็นทอม ดันดี - พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ - โป่ง หิน เหล็ก ไฟ - คาราบาว - แมว จิราศักดิ์ - กบ แท็กซี่ -อี๊ด วงฟลาย - เหน่ง Y Not 7ที่สลับขึ้นโชว์อย่างต่อเนื่องแล้ว “อากาศหนาวเย็นเฉลี่ย 20 องศา” ของเขาค้อยังทำให้ผู้ร่วมงานฟินสุด ๆ จนหลายคนประกาศว่า “ปีหน้ามาอีกแน่นอน!”ขณะที่เสียงชื่นชมจากผู้ร่วมงานซึ่งได้คอมเมนต์ในเพจ Perfect Music Festival 2025ต่างบอกตรงกันว่าปีนี้คือ งานดี–งานเนี๊ยบ–งานมีระดับ บางส่วนระบุว่า“ขอบคุณงานดี ๆ มีคุณภาพแบบนี้ ปีหน้ามาอีกแน่นอนครับ”“สนุกมาก โดยเฉพาะศิลปินแนวเพื่อชีวิต อยากให้มีเยอะกว่านี้ ปีนี้พอ ‘แอ๊ด คาราบาว’ เลิก คนกลับกันไว”“โดยรวมจัดงานดีมาก ห้องน้ำเพียงพอ ที่จอดรถโอเค สถานที่สวยงาม เป็นกำลังใจให้ทีมงานครับ”“ระบบการจัดการดีมาก คนเยอะแต่ไม่วุ่นวาย 10/10 ปีหน้าเจอกัน!”แม้มีข้อเสนอแนะเล็กน้อยเรื่องโซนหน้าเวทีและห้องน้ำชายช่วงดึก แต่โดยรวมผู้ร่วมงานต่างหลงรักบรรยากาศ ความเป็นมืออาชีพของทีมจัดงานและความสนุกต่อเนื่องด้วยดีเจช่วงพักวง

นอกจากนี้ในงานมีกิจกรรมร่วมประมูลกีตาร์ลายเซ็นศิลปินในงาน  PERFECTMUSICFESTIVAL 2025 โดยศิลปินที่มาโชว์ได้ร่วมลงลายเซ็นในกีตาร์ เพื่อเป็นของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยรายได้ทั้งหมด มอบให้ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้อีกด้วย

Perfect Music Festival 2025…มากกว่าเทศกาลดนตรี แต่คือพลังท่องเที่ยวใหม่ของเพชรบูรณ์ เสียงปรบมือและความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงเกิดบนเวที แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของเพชรบูรณ์ในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงดนตรีอย่างแท้จริง

แฟน ๆ ต่างพร้อมใจนับถอยหลัง…รอปีหน้าอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งมีเสียงกระซิบจากผู้จัดแว่วมาว่า ปีหน้ามีศิลปินเบอร์ใหญ่มาเพิ่มเติมอย่างแน่นอน

วิริทธิ์พล หิรัญรัตน์/ชอบเล่าเรื่อง


หล่มสักเตรียมจัดงาน “เส็งกลอง ล่องโคมไฟ ไหว้พ่อขุนผาเมือง” ประจำปี 2569 สืบสานประเพณีคู่ชุมชนกว่า 40 ปี



เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. บริเวณลานอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ นายสมพงษ์ หอมสนิท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย ดร.ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นางสาวปิยะดา วัชโรทยางกูร รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก และนายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “เส็งกลอง ล่องโคมไฟ ไหว้พ่อขุนผาเมือง” ประจำปี 2569

เทศกาลดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 – 2 มกราคม 2569 นับเป็นงานสำคัญประจำปีของอำเภอหล่มสักที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน จากงานสมโภชอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2528 ซึ่งถือเป็นรากฐานของกิจกรรมวัฒนธรรมที่ผูกพันกับชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน


สืบศรัทธา “องค์พ่อขุนผาเมือง” ผู้ปลดแอกแผ่นดิน

การจัดงานมุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีของชาวหล่มสัก พร้อมเผยแพร่ประวัติและเกียรติคุณของ พ่อขุนผาเมือง นักรบผู้สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินไทยในการกอบกู้เอกราชจากอิทธิพลขอม เป็นการสืบทอดความทรงจำให้เยาวชนและประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตามวิสัยทัศน์ “ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือน” และสอดคล้องกับคำขวัญจังหวัดที่ย้ำถึงอัตลักษณ์ — “เมืองมะขามหวานอุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง”

รายได้บางส่วนจากการจัดงานจะนำไปใช้ในการบูรณะและทำนุบำรุงบริเวณอนุสาวรีย์และสถานที่สำคัญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสง่างามของศูนย์รวมจิตใจชาวเพชรบูรณ์

กิจกรรมเด่นภายในงาน

ปีนี้มีกิจกรรมวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ

  • พิธีสรงน้ำขอขมาบูชาองค์พ่อขุนผาเมือง

  • เจริญพระพุทธมนต์เย็นและอธิษฐานจิต

  • พิธีบวงสรวงและวางพวงมาลา

  • รำยอหัตถาบูชาพ่อขุนผาเมือง พร้อมพิธีเปิดงานอย่างสมเกียรติ

  • ประกวด To Be Number One Idol

  • ประกวดเส็งกลอง ศิลปะดนตรีพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของหล่มสัก

  • ประกวดร้องสรภัญญะ

  • ประกวดทำบายศรีสามชั้น และโต๊ะหมู่บูชาองค์พ่อขุนผาเมือง

  • นิทรรศการประวัติและคุณูปการพ่อขุนผาเมือง

  • การออกร้านของหน่วยงานราชการ และผลิตภัณฑ์ OTOP

โดยในวันที่ 2 มกราคม 2569 จะมีการจัดมหรสพสมโภชให้ประชาชนรับชมฟรี นำโดยคณะ วงษ์เจริญบันเทิงศิลป์ สร้างบรรยากาศแห่งความรื่นเริงส่งท้ายเทศกาล

27 พฤศจิกายน 2568

คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่อำเภอหนองไผ่เชิญร่วมงานงิ้วประจำปี 2568 หนองไผ่ สืบสานวัฒนธรรมจีน-ไทย พร้อมกิจกรรมหลากหลาย

คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ขอเชิญประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมงาน “งิ้วประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน–2 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณถนนหน้าศาลเจ้าอำเภอหนองไผ่ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีจีน-ไทยอันเก่าแก่ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่และสร้างความสมัครสมานสามัคคีภายในชุมชน

ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การสักการะศาลเจ้าปึงเถ่ากง–ม่า เพื่อความเป็นสิริมงคล ถนนคนเดินรวมร้านค้ากว่า 100 ร้าน พื้นที่สวนสนุกและโซนเด็ก นิทรรศการ “ธ สถิตย์ในดวงใจ ไทยนิรันดร์” ตลอดจนการชิม–ช็อป–ใช้จากผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงงิ้ว อุปรากรจีน ขบวนแห่ธงมงคล การแสดงมังกรพ่นไฟ และพิธีประภาสถนนอันเป็นจารีตสำคัญของชาวหนองไผ่ สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดยาวนาน

ผู้จัดงานระบุว่า งานงิ้วประจำปีถือเป็นโอกาสอันดีในการร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และร่วมกันธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมสร้างความสุขและความอบอุ่นแก่ประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งนี้ขอให้ผู้ร่วมงานเดินทางโดยสวัสดิภาพและร่วมสัมผัสบรรยากาศงานประเพณีอันงดงามตลอดทั้งสัปดาห์.


ข่าวเด่น

ปริศนา “หินส่องฟ้า” แห่งเขาถมอรัตน์: เมื่อธรรมชาติสลักศรัทธาไว้เหนือเมืองศรีเทพ

เหนือผืนที่ราบอันเคยรุ่งเรืองของ เมืองโบราณศรีเทพ มีภูเขาหินโดดเด่นลูกหนึ่งตั้งตระหง่านทางทิศตะวันตก— เขาถมอรัตน์ ภูเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงภ...