14 กรกฎาคม 2569

"ทุเรียนทองคำวังโป่ง" จากผืนดินทองคำ...สู่ผลไม้สร้างชื่อเมืองเพชรบูรณ์

เพชรบูรณ์ – หากเอ่ยถึงอำเภอวังโป่ง หลายคนอาจนึกถึงพื้นที่แหล่งแร่ทองคำของจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่วันนี้ "ทองคำ" ของวังโป่งไม่ได้อยู่เพียงใต้ผืนดินอีกต่อไป หากกำลังผลิดอกออกผลอยู่บนต้นไม้ กลายเป็น "ทุเรียนทองคำวังโป่ง" ผลไม้คุณภาพที่กำลังได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จนสร้างกระแสให้นักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัดเดินทางมาสัมผัสรสชาติถึงสวน และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด "เมื่อทองคำใต้ดิน กำลังผลิดอกออกผลเป็นทองคำบนต้น" แบรนด์ "ทุเรียนทองคำวังโป่ง" จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียกของผลไม้ แต่เป็นการสะท้อนตัวตนของชุมชนที่นำอัตลักษณ์ของพื้นที่มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร จนกลายเป็นสินค้าดาวเด่นของจังหวัดเพชรบูรณ์

หนึ่งในสวนต้นแบบของอำเภอวังโป่ง คือ "สวนลุงยาว" บ้านซับเปิบ ตำบลซับเปิบ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศสวนผลไม้แบบใกล้ชิด นายทองเลื่อน ขันโท หรือ "ลุงยาว" เจ้าของสวน เล่าว่า เดิมครอบครัวปลูกข้าวโพดและหน่อไม้ฝรั่ง แต่ประสบปัญหาราคาผลผลิตผันผวน จึงตัดสินใจปรับพื้นที่กว่า 5 ไร่ มาปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกว่า 140 ต้น และเงาะโรงเรียนอีก 50 ต้น พร้อมลงทุนระบบน้ำและดูแลสวนอย่างจริงจัง หลังใช้เวลากว่า 6 ปี ต้นทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต และในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 11 ผลผลิตออกดกเต็มต้น สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างมั่นคง สิ่งที่ทำให้ทุเรียนของสวนลุงยาวได้รับความนิยม คือ รสชาติหวาน มัน กลมกล่อม เนื้อแน่นละเอียด และมีกลิ่นหอมละมุน จนลูกค้าที่เคยมาชิมต่างกลับมาซื้อซ้ำทุกปี ขณะที่พ่อค้ารับซื้อถึงสวนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จำหน่ายในราคาส่งเพียง กิโลกรัมละ 120 บาท

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายทศพร เกตุทอง นายอำเภอวังโป่ง พร้อมด้วย นางสมถวิล ขวัญน้อม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับเปิบ ได้นำนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมสวนลุงยาว เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของสวนผลไม้และชิมทุเรียนสดจากต้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างเพลิดเพลินกับการเดินชมสวน ถ่ายภาพกับผลไม้ที่กำลังสุกเต็มต้น และชิมทุเรียนสดที่เพิ่งตัดจากสวน หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุเรียนวังโป่งมีรสชาติแตกต่างจากหลายพื้นที่ ด้วยความหวานมันกำลังดี เนื้อเนียนละเอียด และกลิ่นหอมที่ไม่ฉุน จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักชิมทุเรียนในฤดูกาลนี้้

เพื่อผลักดันผลผลิตของเกษตรกรและส่งเสริมการท่องเที่ยว อำเภอวังโป่งจึงจัดงาน "เทศกาลทุเรียนทองคำและผลไม้ชาววัง ประจำปี 2569" ระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2569 ณ สวนสาธารณะเทศบาลตำบลวังโป่ง ภายในงานรวบรวมทุเรียนสดจากสวน ผลไม้ตามฤดูกาล และสินค้าชุมชนไว้มากมาย พร้อมกิจกรรมที่เหมาะกับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น ชิมและเลือกซื้อทุเรียนสดในราคาจากสวน การแข่งขันส้มตำลีลาจากวัตถุดิบทุเรียน เมนูอาหารและขนมจากทุเรียน การออกร้านของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีตลอดสองวัน กิจกรรมสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยว ปีนี้เกษตรกรอำเภอวังโป่งเตรียมผลผลิตทุเรียนไว้มากกว่า 10 ตันจากชาวสวนที่ได้รับการการันตี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 จังหวัดเพชรบูรณ์ และ นายทศพร เกตุทอง นายอำเภอวังโป่ง ได้ร่วมเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวงาน พร้อมยืนยันว่าปีนี้เกษตรกรได้เตรียมทุเรียนและผลไม้คุณภาพไว้ต้อนรับอย่างเต็มที่การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการจำหน่ายผลไม้ แต่ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ "ทุเรียนทองคำวังโป่ง" ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ผลไม้คุณภาพของจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระจายรายได้สู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ร้านค้า และชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทุเรียนทองคำวังโป่งจึงไม่ใช่เพียงราชาแห่งผลไม้ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบเดิม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยคุณภาพ การตลาด และการท่องเที่ยว ทุกลูกที่นักท่องเที่ยวเลือกซื้อ คือกำลังใจของเกษตรกร ทุกการเดินทางมางานเทศกาล คือการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และทุกคำที่ได้ลิ้มรส คือการสัมผัสเรื่องราวของผืนแผ่นดินที่เปลี่ยน "ทองคำใต้ดิน" ให้กลายเป็น "ทองคำบนต้น" อย่างแท้จริง17-18 กรกฎาคม 2569ที่สวนสาธารณะเทศบาลตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ มาสัมผัสความหวานมันของ "ทุเรียนทองคำวังโป่ง" ชิมผลไม้สดจากสวน อิ่มอร่อยกับเมนูท้องถิ่น และร่วมส่งต่อกำลังใจให้เกษตรกรเพชรบูรณ์ไปพร้อมกัน เพราะนี่คือเทศกาลที่เปลี่ยน "ทองคำใต้ดิน" ให้กลายเป็น "คุณค่าบนต้นไม้" ที่ทุกคนสัมผัสได้.

วิริทธิ์พล หิรัญรัตน์/รายงาน


04 กรกฎาคม 2569

ปลายกรกฏา ชมหมอกฝนสุดฟิน แถมได้ชิม อะโวคาโดอร่อยดี มีคุณภาพ ต้องลอง

ถ้าพูดถึง เขาค้อ หลายคนคงนึกถึงทะเลหมอก อากาศเย็น ๆ และวิวภูเขาสุดลูกหูลูกตา แต่รู้ไหมว่า...ที่นี่คือหนึ่งในแหล่งปลูก อาโวคาโดคุณภาพ ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

และปีนี้ เขาค้อชวนทุกคนขึ้นดอยมา "กิน เที่ยว ช้อป" กันแบบเต็มอิ่ม ในงาน เทศกาลอาโวคาโดและของดี อำเภอเขาค้อ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2569 ณ จุดชมวิวอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

งานนี้ไม่ได้มีแค่การวางอาโวคาโดเรียงขายธรรมดา แต่เป็นการยกทั้งสวน ทั้งของดี และทั้งวิถีชีวิตของคนเขาค้อมาไว้ในงานเดียว

เดินเข้ามาปุ๊บ...ก็เจออาโวคาโดสด ๆ จากสวนให้เลือกซื้อแบบส่งตรงจากเกษตรกร ลูกไหนเนื้อแน่น ลูกไหนสายพันธุ์ไหน เจ้าของสวนพร้อมเล่าให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ใครชอบของแปรรูปก็มีทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม และเมนูสร้างสรรค์จากอาโวคาโดให้ชิมกันเพลิน ๆ

สายช้อปก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีสินค้า OTOP ของดีเขาค้อ ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และของฝากจากชุมชนมาให้เลือกซื้อกลับบ้านเพียบ

ส่วนคนที่อยากปลูกอาโวคาโดเอง งานนี้ถือว่าคุ้มมาก เพราะมีทั้งการสาธิตและเวิร์กช็อป "เปลี่ยนยอด" เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้ต้นอาโวคาโดออกผลดี มีคุณภาพ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจได้เรียนรู้แบบใกล้ชิดตลอดงาน

แต่ละวันก็มีไฮไลต์ไม่ซ้ำกัน...

วันเปิดงาน 24 กรกฎาคม พบกับการประกวดผลผลิตอาโวคาโด เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลผลิตคุณภาพของเขาค้อ

วันที่ 25 กรกฎาคม สายกินห้ามพลาด! กับการแข่งขันทำอาหารจากอาโวคาโด ที่จะได้เห็นว่า ผลไม้สีเขียวลูกนี้สร้างสรรค์เมนูได้มากกว่าที่คิด

วันที่ 26 กรกฎาคม ชมรมอาโวคาโดจะมาโชว์เทคนิคการปลูกและการเปลี่ยนยอดแบบมืออาชีพ

วันที่ 27 กรกฎาคม มีเวทีเสวนา "ผลไม้แห่งสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์" เปิดมุมมองว่าอาโวคาโดไม่ได้เป็นแค่ผลไม้ แต่กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมาก

และวันสุดท้าย 28 กรกฎาคม ปิดท้ายด้วย Khao Kho Chef's Table ที่จะพาอาโวคาโดมารังสรรค์เป็นเมนูสุดพิเศษ น่ากินจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายก่อนชิมแน่นอน

จะขึ้นเขาค้อไปสูดอากาศดี ๆ อยู่แล้ว ก็แวะมาเดินงานนี้สักหน่อย ได้ทั้งของอร่อย ของฝาก ความรู้ และยังได้อุดหนุนเกษตรกรในพื้นที่โดยตรง

วันหยุดปลายเดือนกรกฎาคมนี้...ถ้ายังไม่มีแพลนไปไหน ลองให้ "เขาค้อ" เป็นคำตอบ แล้วคุณอาจค้นพบว่า ผลไม้ลูกสีเขียวธรรมดา ๆ ลูกหนึ่ง มีเรื่องราวน่าสนใจกว่าที่คิด...และอร่อยกว่าที่เคยชิมด้วย

08 เมษายน 2569

จากบ้านสามหลัง สู่ร่องรอยชีวิตและกาลเวลาของหนองไผ่ สะท้อนภาพอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชน

 

ยามเช้าในอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ แสงแดดสีทองทอดตัวลงบนผิวน้ำของสระหลวงอย่างเงียบงาม ผู้คนเริ่มออกมาเดินออกกำลังกาย บางคนจูงลูกหลานมาให้อาหารปลา ขณะที่เสียงพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดสดรัตนชัยลอยแผ่วมากับสายลม บรรยากาศของเมืองเล็กในวันนี้ดูเรียบง่าย หากแต่ซ่อนเรื่องราวของผู้คนและกาลเวลาไว้อย่างลึกซึ้ง

หนองไผ่ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของนักเดินทางบนถนนสายสระบุรี–หล่มสัก หากแต่เป็นพื้นที่ที่เติบโตขึ้นจากผืนป่า หนองน้ำ และแรงกายของผู้คนรุ่นก่อน จนกลายเป็นชุมชนที่มีชีวิต มีความทรงจำ และมีหัวใจอยู่ที่ “สระหลวง”

คำขวัญของอำเภอหนองไผ่ที่ว่า “สระหลวงคู่หนองไผ่ น้ำใสฝายคลองยาง พระปรางค์เก่าบ้านโภชน์ วังโบสถ์ผ้าทอพื้นบ้าน งามตระการน้ำตกซับชมพู” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำที่บอกเล่าความงามของสถานที่ หากแต่สะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชน และสถานที่แรกที่ผู้คนพูดถึงเสมอคือ สระหลวง แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนหนองไผ่มาอย่างยาวนาน

ย้อนเวลากลับไปก่อนปี พ.ศ. 2496 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นผืนป่ากว้างใหญ่ เต็มไปด้วยป่าไผ่และสัตว์ป่านานาชนิด ผู้บุกเบิกกลุ่มแรกคือนายทอง สีทาสังข์ นายแก้ว สุวรรณชาติ และนายแลว สุวรรณชาติ  สามผู้เดินทางจากอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่มองเห็นความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและหนองน้ำเล็ก ๆ กลางป่า พวกเขาสร้างบ้านไม้ไผ่ แผ้วถางป่า และเริ่มต้นชีวิตใหม่ บ้านสามหลังจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของชุมชนหนองไผ่ในเวลาต่อมา จากหนองน้ำเล็ก ๆ ที่เคยเป็นที่นอนของช้างป่าและมีต้นไผ่ล้อมรอบ ชาวบ้านช่วยกันขุดขยายให้กลายเป็นแหล่งน้ำสำคัญ จนได้รับการเรียกขานว่า “สระหลวง” ด้วยความหมายถึงแหล่งน้ำใหญ่ของชุมชน แก้ว แลว และทองจึงสร้างห้องแถวไม้ให้เช่าและเปิดพื้นที่เป็นตลาดสด พ่อค้าแม่ค้าจากพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มเดินทางมาค้าขาย หนองไผ่เริ่มมีชีวิต จากป่ากลายเป็นชุมชน จากชุมชนกลายเป็นตลาด ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำให้การเกษตรเติบโตอย่างรวดเร็ว โรงสีข้าวและลานรับซื้อพืชผลเกิดขึ้น พ่อค้าเถ้าแก่เข้ามาลงทุน รถลากซุงจากป่าท่าด้วงวิ่งผ่านแทบทุกวันทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้หนองไผ่กลายเป็นศูนย์กลางการค้าการเกษตรของพื้นที่

ในยุคที่น้ำยังหายาก ผู้คนต้องเดินเท้าไปตักน้ำจากคลองศรีเทพหรือสะพาน 1 สระหลวงจึงเป็นมากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นศูนย์กลางของชีวิต เจ้าของที่ดินเดิมได้ยกพื้นที่รอบสระให้เป็นสาธารณะ เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ร่วมกัน เรื่องราวการรักษาสระหลวงยังคงถูกเล่าขาน เมื่อครั้งหนึ่งมีความพยายามถมสระเพื่อสร้างตลาด แต่ชาวบ้านร่วมใจกันคัดค้านจนสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ ก่อนจะช่วยกันขุดขยายสระในปี พ.ศ. 2519 ด้วยแรงงานคน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคนกับผืนน้ำอย่างแท้จริง

ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินทำให้หนองไผ่เติบโตเป็นเมืองการค้า โรงสีข้าว ลานรับซื้อพืชผล และตลาดชุมชนเกิดขึ้นตามมา ตลาดรัตนบูรณชัยที่ต่อมาคือ “ตลาดสดรัตนชัย” จึงกลายเป็นศูนย์กลางของผู้คน เดิมทีตลาดของหนองไผ่ไม่ได้ตั้งอยู่ที่นี่ แต่เคยอยู่ที่ฝั่งทิศตะวันออกบริเวณด้านหลังธนาคารกรุงไทยในปัจจุบัน จนกระทั่งมีการสร้างโรงหนังวิกคิงส์ จึงได้มีการย้ายตลาดมายังฝั่งทิศตะวันตกในปี พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นพื้นที่เขาและบ่อลูกรัง ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2506 ปลัดรัตน์และนายสมบูรณ์จะร่วมกันสร้างห้องแถวและโรงลิเกขึ้น และตั้งชื่อตลาดว่า "ตลาดรัตนบูรณชัย" ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในปี พ.ศ. 2523 ทำให้สุขาภิบาลหนองไผ่ได้เข้ามาดำเนินการก่อสร้างอาคารตลาดเขียงหมูขึ้น และเมื่อสุขาภิบาลหนองไผ่ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลหนองไผ่ ก็ได้สร้างอาคารตลาดเพิ่มขึ้นอีก 1 อาคาร และเปลี่ยนชื่อเป็น "ตลาดสดรัตนชัย"แม้จะผ่านเหตุเพลิงไหม้และการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่ตลาดสดรัตนชัยยังคงเป็นพื้นที่ของรอยยิ้มและความสัมพันธ์ ผู้คนยังคงมาซื้อของ พบปะ และใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนวันวาน


ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ หนองไผ่เคยมีโรงภาพยนตร์ชื่อ “วิกคิงส์” ที่สร้างขึ้นจากพื้นที่ตลาดเดิม แสงไฟจากโรงหนังเคยส่องสว่างไปทั่วชุมชน ผู้คนปั่นจักรยานและเดินเท้ามาดูหนัง ฟังเพลงลูกทุ่ง และชมลิเกในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา โรงหนังแห่งแรกของหนองไผ่ที่กลายเป็นหัวใจของชุมชนในยามค่ำคืน แสงไฟจากโรงหนังส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ ผู้คนเดินทางมาดูหนังทั้งปั่นจักรยาน เดินเท้า และนั่งเกวียน นอกจากภาพยนตร์ยังมีวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังมาแสดง เสียงเพลงและเสียงหัวเราะทำให้หนองไผ่ในยุคนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ค่ำวันที่ 30 กรกฎาคม 2516 กลับกลายเป็นวันที่ชาวหนองไผ่ไม่เคยลืม ไฟเริ่มลุกไหม้จากโรงแรมหนองไผ่ริมถนนสาย 21 และลุกลามไปยังบ้านเรือนร้านค้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะข้ามถนนไปยังโรงหนังวิกคิงส์ซึ่งกำลังฉายภาพยนตร์เรื่องเตะฝุ่นอยู่ในขณะนั้น ชาวบ้านพยายามช่วยกันดับไฟแต่ไม่ทัน เพลิงได้เผาทำลายโรงหนังและชุมชนจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก วิกคิงส์ค่อย ๆ ปิดตัวลงและหายไปจากหนองไผ่ เหลือเพียงเรื่องเล่าและความทรงจำของผู้คน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หนองไผ่


ปัจจุบัน สระหลวงได้รับการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ตลาดสดรัตนชัยยังคงคึกคัก และหนองไผ่ยังคงเป็นชุมชนที่เติบโตจากวิถีเกษตรกรรม นักเดินทางที่แวะมาเยือนจะได้เห็นภาพของเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ได้เดินเล่นริมสระหลวง ชิมอาหารพื้นบ้านในตลาดสด และฟังเรื่องเล่าจากผู้คนในชุมชนหนองไผ่จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นเรื่องราวของผู้คนและผืนดินที่ยังคงหายใจอยู่ในทุกวันเวลา และสระหลวงก็ยังคงเป็นหัวใจของเมืองเล็กแห่งนี้ ที่คอยสะท้อนภาพอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนอย่างเงียบงาม

ขอบคุณข้อมูล : นายพงษ์พันธ์ นันทดิลกกุล สัมฤทธิ์ สุวรรณชาติ วรญา สีทาสังข์ อินตอง นาราศรี นางเสาวคนธ์ สุขเกษม นายธนรัตน์ แซ่อื้อ (เฮียหมา) นางพัชนี จันทรานุสนธิ์
ขอบคุณภาพ : Cr. Pakorn Khamthip


02 เมษายน 2569

สัมผัสความสุนทรีย์เหนือระดับ ตามล่าหาแสงเหนือกับ “ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์ ปีที่ 2 : เชิงซ้อน หล่มสัก”


จังหวัดเพชรบูรณ์ เตรียมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านเทศกาลแสงสีสุดยิ่งใหญ่ “ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์ ปีที่ 2 : เชิงซ้อน หล่มสัก” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 เมษายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ อำเภอ หล่มสัก โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 17.00–22.00 น. ตลอดทั้ง 3 วันกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยนำเสนอ Projection Mapping และศิลปะแสง สี เสียง ถ่ายทอดเรื่องราวของแผ่นดินเพชรบูรณ์ผ่านแนวคิด “เชิงซ้อน” ของกาลเวลา ที่สะท้อนความงดงามของธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

การแสดง“เชิงซ้อน หล่มสัก”ถ่ายทอดปรัชญาแห่งการเกิดและการคงอยู่ของแผ่นดินเพชรบูรณ์ ผ่านมิติของกาลเวลาที่ทับซ้อนกันอย่างสง่างาม ตั้งแต่ยุคมหาสมุทรดึกดำบรรพ์ที่ก่อร่างสร้างพื้นแผ่นดิน สู่การกำเนิดภูเขาและสายน้ำ ก่อนพัฒนาเป็นชุมชนและอารยธรรมที่รุ่งเรือง

เนื้อหาการแสดงเริ่มจาก ผืนแผ่นดินใต้ห้วงมหาสมุทรโบราณ ที่เป็นจุดกำเนิดของชีวิต ก่อนจะผุดขึ้นเป็นผืนแผ่นดินและภูเขา สะท้อนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ จากนั้นนำเสนอ สายน้ำป่าสัก ที่หล่อเลี้ยงผู้คนและความศรัทธาของชุมชน เป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดมาหลายยุคสมัย

เรื่องราวจะค่อย ๆ เชื่อมโยงไปสู่ ศิลปะและศรัทธาทางศาสนา ที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมและเจดีย์ ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินทางจากชั้นหินโบราณสู่ยอดฟ้า เป็นภาพแทนของการหลอมรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นกับศรัทธาอันสูงส่ง ก่อนจบลงด้วยภาพของ ดินแดนเหนือเมฆหมอก ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และกาลเวลาอย่างกลมกลืน

การแสดงจะจัดเป็นรอบ ๆ รอบละประมาณ 10 นาที โดยใช้ผนังอาคารของพิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์เป็นฉากหลักในการฉายภาพ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางผ่านกาลเวลาไปพร้อมกับเรื่องราวของแผ่นดินเพชรบูรณ์นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังเชื่อมโยงกับ ถนนคนเดินไทหล่ม ซึ่งเปิดให้บริการตลอดช่วงการจัดงาน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบรรยากาศเมืองเก่าหล่มสัก ก่อนเข้าชมการแสดงในช่วงค่ำ ถือเป็นการส่งเสริม Night Tourism และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ เทศบาลเมืองหล่มสัก ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับเมืองหล่มสักให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างแลนด์มาร์กเทศกาลแสงสีประจำปีของจังหวัดเพชรบูรณ์ และผลักดันให้เมืองหล่มสักกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สำคัญของภาคเหนือ

📅 รายละเอียดการจัดงาน

  • งาน: ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์ ปีที่ 2 “เชิงซ้อน หล่มสัก”
  • วันที่: 4–6 เมษายน 2569
  • เวลา: 17.00–22.00 น.
  • สถานที่: พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
  • เข้าชมฟรี

“ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์ ปีที่ 2:เชิงซ้อน หล่มสัก” ไม่เพียงเป็นการแสดงแสงสีที่สวยงาม แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของแผ่นดินเพชรบูรณ์ผ่านศิลปะร่วมสมัย เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถร่วมตามล่าหา “แสงเหนือ” กลางเมืองหล่มสัก และดื่มด่ำกับศิลปะแห่งแสงที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่ได้ตลอด 3 วันของการจัดงาน

01 เมษายน 2569

ใกล้ถึงเวลาระทึก! เปิดประสบการณ์เอ็กสตรีมน้ำหนาว ดิ่งผาน้ำตกตาดใหญ่ – ผจญภัยแคนยอนกลางธรรมชาติ

ผืนป่าเขียวขจีของอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ กำลังกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวสายผจญภัย หลังจากกิจกรรม “ตาดหมอกแคนยอนน้ำหนาว x น้ำตกตาดใหญ่” โดยทีมงาน Siamese Explorers เตรียมเปิดประสบการณ์โรยตัวน้ำตก (Abseiling) กลางธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่น้ำหนาวจีโอปาร์ค เพชรบูรณ์ ที่ผสมผสานความตื่นเต้นเข้ากับการเรียนรู้ธรณีวิทยาและระบบนิเวศของผืนป่าภาคเหนือตอนล่าง

กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพหรือเดินป่า แต่เป็นการลงพื้นที่จริง โรยตัวลงหน้าผาน้ำตกตาดใหญ่ ฝ่ากระแสน้ำและผาหินธรรมชาติ พร้อมสำรวจแคนยอนน้ำหนาวที่เกิดจากการกัดเซาะของสายน้ำเป็นเวลาหลายล้านปี

กิจกรรมนี้ถูกออกแบบให้เป็น “The Masterpiece & Extreme of Abseiling Activities” ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยเข้ากับการเรียนรู้ธรรมชาติของพื้นที่น้ำหนาวจีโอปาร์ค เพชรบูรณ์ ผู้เข้าร่วมจะได้โรยตัวลงจากหน้าผาน้ำตกตาดใหญ่ สัมผัสแรงกระแทกของสายน้ำกลางหน้าผา และเดินสำรวจแคนยอนน้ำหนาวที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขาอย่างใกล้ชิด ถือเป็นกิจกรรมที่ท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญของโปรแกรมนี้คือการดูแลความปลอดภัยโดยทีมงานมืออาชีพ ทุกขั้นตอนมีการเตรียมอุปกรณ์มาตรฐานสากล พร้อมการฝึกสอนก่อนลงพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถโรยตัว (Abseiling) ลงหน้าผาน้ำตกได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมผจญภัยในแคนยอน การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และการพักผ่อนในบรรยากาศโฮมสเตย์ท่ามกลางขุนเขา ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างแท้จริง

โปรแกรมจัดในรูปแบบ 2 วัน 1 คืน เปิดให้เข้าร่วมหลายรอบในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ได้แก่ วันที่ 12–13 กันยายน, 26–27 กันยายน, 3–4 ตุลาคม, 10–11 ตุลาคม, 17–18 ตุลาคม และ 24–25 ตุลาคม โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมในแต่ละรอบ เพื่อควบคุมความปลอดภัยและรักษาธรรมชาติของพื้นที่ ราคากิจกรรมอยู่ที่ 6,990 บาท และ 5,990 บาทสำหรับผู้ที่เดินทางมาพบทีมงานหน้างาน ผู้สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่   https://www.facebook.com/share/1Awu71bvfP/

เสน่ห์ของน้ำหนาวไม่ได้มีเพียงอากาศเย็นและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังซ่อนความตื่นเต้นของการผจญภัยในธรรมชาติเอาไว้ กิจกรรมโรยตัวน้ำตกตาดใหญ่และแคนยอนน้ำหนาวจึงเป็นอีกหนึ่งมิติของการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตในพื้นที่น้ำหนาวจีโอปาร์ค เพชรบูรณ์ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสายเอ็กสตรีมและสายธรรมชาติให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ระดับโลก

สำหรับนักเดินทางที่อยากพิชิตหน้าผาน้ำตกด้วยตัวเอง นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง ท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ของผืนป่าและสายน้ำของอำเภอน้ำหนาว

เพราะบางครั้ง “การท่องเที่ยว” ไม่ได้หมายถึงการไปถึงจุดหมาย
แต่คือการกล้าก้าวออกไปเผชิญความท้าทาย…และเก็บความทรงจำที่ไม่มีวันลืม


19 มีนาคม 2569

ย้อนรอยศรัทธาพันปี “เสาหลักเมืองหินทราย” หนึ่งเดียวในสยาม บนรากฐานศรัทธาและอารยธรรม

ในห้วงเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์เมืองเพชรบูรณ์ “ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพชรบูรณ์” มิได้เป็นเพียงศูนย์รวมความศรัทธาของผู้คน หากยังทำหน้าที่เสมือน “หมุดหมายทางวัฒนธรรม” ที่เชื่อมโยงอดีตอันไกลโพ้นเข้ากับปัจจุบันอย่างแนบแน่น แม้ศาลแห่งนี้จะมีอายุครบ 126 ปีในปี พ.ศ. 2569 แต่สิ่งที่โดดเด่นและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าคือ “เสาหลักเมือง” ภายใน ซึ่งมีอายุย้อนไปกว่า 1,005 ปี

ความพิเศษที่หาได้ยากในประเทศไทย คือการที่เสาหลักเมืองแห่งนี้สร้างจาก “หินทราย” และมีลักษณะเป็น “ศิลาจารึกโบราณ” ที่บันทึกเรื่องราวผ่านกาลเวลานับพันปี สะท้อนให้เห็นทั้งความเชื่อทางศาสนา อารยธรรม และการเปลี่ยนผ่านของสังคมในแต่ละยุคสมัยอย่างชัดเจน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เสาหินทรายดังกล่าวมีต้นกำเนิดจาก “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” เมืองโบราณสำคัญที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ก่อนจะถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุในพื้นที่เพชรบูรณ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 หลวงนิกรเกียรติคุณ (ขาว เทพอรชร) ได้ดำเนินการอัญเชิญเสาหินดังกล่าวมาสถาปนาเป็น “เสาหลักเมือง” ณ บริเวณป้อมกำแพงเมืองโบราณสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลหลักเมืองแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญของเมืองสืบเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

การบูรณะครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2548 ได้นำไปสู่การค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เมื่อพบว่าเสาหลักเมืองนี้ไม่ใช่เพียงหลักศิลาธรรมดา หากแต่เป็น “ศิลาจารึก” ที่บันทึกข้อความถึง 2 ยุคสมัย ซึ่งห่างกันถึง 495 ปี

📜 จารึกครั้งที่ 1 (ราว 1,005 ปีก่อน)

ตรงกับมหาศักราช 943 หรือ พ.ศ. 1564
จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ใช้ภาษาสันสกฤต เนื้อหาสรรเสริญพระศิวะ สะท้อนอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่แพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลานั้น

📜 จารึกครั้งที่ 2 (ราว 510 ปีก่อน)

ตรงกับจุลศักราช 878 หรือ พ.ศ. 2059
จารึกด้วยอักษรขอม ผสมผสานภาษาไทย บาลี และเขมร เนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยมีเจตนารมณ์ในการสืบทอดพระศาสนาให้ดำรงอยู่ครบ 5,000 ปี

การซ้อนทับของจารึกทั้งสองชุดบนวัตถุเดียวกัน มิได้เป็นเพียงหลักฐานทางอักษรศาสตร์ หากยังสะท้อน “พลวัตทางความเชื่อ” ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกทัศน์แบบพราหมณ์สู่พุทธ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงถึงความต่อเนื่องของอารยธรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักและเพชรบูรณ์อย่างลึกซึ้ง

วาระครบ 1,005 ปีของเสาหลักเมืองในปี พ.ศ. 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของ “หลักศิลาพันปี” ที่เปรียบเสมือนรากฐานทางประวัติศาสตร์ และศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในท้องถิ่น

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เสาหลักเมืองหินทรายแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นหลักยึดโยง ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ ทำให้เพชรบูรณ์มิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากเป็น “พื้นที่ของความหมาย” ที่ผู้คนยังคงร่วมกันสร้างและสืบทอด

ขอเชิญร่วม  9 พิธีสำคัญเพื่อความเป็นสิริมงคล สหัสวรรษแห่งศรัทธา ก้าวสู่ 1,005 ปี ศิลาหลักเมืองเพชบุระคลิกลิงค์เพื่อติดตามข้อมูลกิจกรรมในแต่ละวัน  https://www.facebook.com/share/p/1AfG98di5N/

เรียบเรียงเพิ่มเติมจากข้อมูลของ: วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์

(อ้างอิงข้อมูลจากบทความต้นฉบับและการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์)


21 กุมภาพันธ์ 2569

ปริศนา “หินส่องฟ้า” แห่งเขาถมอรัตน์: เมื่อธรรมชาติสลักศรัทธาไว้เหนือเมืองศรีเทพ

เหนือผืนที่ราบอันเคยรุ่งเรืองของ เมืองโบราณศรีเทพ มีภูเขาหินโดดเด่นลูกหนึ่งตั้งตระหง่านทางทิศตะวันตก—เขาถมอรัตน์ ภูเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากคือ “ภูมิธรรม” ซึ่งหลอมรวมความเชื่อ ศิลปกรรม และพลังธรรมชาติไว้ในมวลหินเดียวกัน บนยอดเขา แท่งหินมหึมารูปร่างคล้ายจะงอยปากนกชี้ฟ้า ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “หินรูปจะงอย” หรือ “หินส่องฟ้า”ตั้งอยู่ในสภาพที่ดูราวกับท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นภาพที่ทั้งนักธรณีวิทยา นักโบราณคดี และผู้แสวงบุญต่างตั้งคำถามตรงกันว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร และเหตุใดจึงยังไม่ร่วงหล่นลงมา

หินที่ธรรมชาติ “จงใจ” เหลือไว้

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ชี้ไปที่กระบวนการกัดเซาะแบบแตกต่าง (differential erosion) ของภูเขาหินปูนผสมหินทราย ตลอดเวลานับล้านปี น้ำ ลม และฝนค่อยๆ พังทลายส่วนที่อ่อนกว่า เหลือเพียงแกนหินที่แข็งแกร่งที่สุด ตั้งโดดเด่นราวกับประติมากรรมธรรมชาติ

อีกสมมติฐานหนึ่งมองว่า การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในอดีตอาจดันมวลหินขึ้นสู่ตำแหน่งที่สมดุลอย่างน่าหวาดเสียว ทว่ามั่นคงพอจะยืนหยัดผ่านกาลเวลา

ไม่ว่าคำตอบใดจะถูกต้อง หินก้อนนี้ได้กลายเป็น “หินหลงเหลือ” ที่ธรรมชาติเหมือนตั้งใจวางไว้ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังตีความ


ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในภูมิทัศน์ศรัทธา

สำหรับผู้คนในอดีต โดยเฉพาะชุมชนพุทธศาสนาโบราณแห่งศรีเทพ ภูเขาลูกนี้มิใช่เพียงภูเขา หากเปรียบได้กับ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางจักรวาลตามคติอินเดียโบราณ

ลักษณะหินที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ใต้ยอดหินนี้ ปรากฏถ้ำซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำอายุกว่า 1,200 ปี—รูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนาแบบมหายาน

การปีนขึ้นสู่ที่สูงชันเพื่อสลักภาพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงการสร้างศาสนสถาน หากคือการ “ยก” พื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นภูมิศักดิ์สิทธิ์ (sacred landscape)

แสงสุดท้ายเหนือยอดหิน

ตำแหน่งของเขาถมอรัตน์ทางทิศตะวันตกของเมืองโบราณ ทำให้ยามอาทิตย์อัสดง แสงสีทองจะส่องกระทบยอดหินก่อนจมหายหลังขุนเขา ภาพดังกล่าวอาจเคยเป็นสัญญาณเวลา พิธีกรรม หรือแม้แต่สัญลักษณ์ทางจักรวาลวิทยาที่ผู้คนในเมืองมองเห็นทุกวัน

หินส่องฟ้าจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ ประภาคารทางจิตวิญญาณ และอนุสาวรีย์แห่งศรัทธาในคราวเดียวกัน

ปริศนาที่อาจไม่มีวันคลี่คลาย

แม้หลักฟิสิกส์บอกว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป แต่การที่หินก้อนนี้ยืนหยัดผ่านแผ่นดินไหว ลมฟ้า และกาลเวลามานับพันปี สะท้อนถึงสมดุลอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ปัจจุบัน ทั้งเมืองโบราณศรีเทพและภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยUNESCOการศึกษาทางธรณีวิทยาและการอนุรักษ์จึงเข้มข้นขึ้น เพื่อรักษาทั้งโบราณสถานและ “ปริศนา” ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตในจินตนาการของผู้คน

ท้ายที่สุด หินส่องฟ้าอาจไม่ได้สำคัญเพราะคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากสำคัญเพราะมันทำให้เรายังตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และความเชื่อ—คำถามเดียวกับที่ผู้คนบนแผ่นดินศรีเทพเคยเงยหน้าถามท้องฟ้าเมื่อพันปีก่อน และบางที ปริศนาที่แท้จริง อาจไม่ใช่หินก้อนนั้น แต่อยู่ที่สายตาของผู้มองเอง.


ข้อมูลเบื้องต้น-ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์  ประธานสภาวัฒนธรรม จ.เพชรบูรณ์


ข่าวเด่น

"ทุเรียนทองคำวังโป่ง" จากผืนดินทองคำ...สู่ผลไม้สร้างชื่อเมืองเพชรบูรณ์

เพชรบูรณ์ – หากเอ่ยถึงอำเภอวังโป่ง หลายคนอาจนึกถึงพื้นที่แหล่งแร่ทองคำของจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่วันนี้ " ทองคำ " ของวังโป่งไม่ได้อยู่...