21 กุมภาพันธ์ 2569

ปริศนา “หินส่องฟ้า” แห่งเขาถมอรัตน์: เมื่อธรรมชาติสลักศรัทธาไว้เหนือเมืองศรีเทพ

เหนือผืนที่ราบอันเคยรุ่งเรืองของ เมืองโบราณศรีเทพ มีภูเขาหินโดดเด่นลูกหนึ่งตั้งตระหง่านทางทิศตะวันตก—เขาถมอรัตน์ ภูเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากคือ “ภูมิธรรม” ซึ่งหลอมรวมความเชื่อ ศิลปกรรม และพลังธรรมชาติไว้ในมวลหินเดียวกัน บนยอดเขา แท่งหินมหึมารูปร่างคล้ายจะงอยปากนกชี้ฟ้า ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “หินรูปจะงอย” หรือ “หินส่องฟ้า”ตั้งอยู่ในสภาพที่ดูราวกับท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นภาพที่ทั้งนักธรณีวิทยา นักโบราณคดี และผู้แสวงบุญต่างตั้งคำถามตรงกันว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร และเหตุใดจึงยังไม่ร่วงหล่นลงมา

หินที่ธรรมชาติ “จงใจ” เหลือไว้

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ชี้ไปที่กระบวนการกัดเซาะแบบแตกต่าง (differential erosion) ของภูเขาหินปูนผสมหินทราย ตลอดเวลานับล้านปี น้ำ ลม และฝนค่อยๆ พังทลายส่วนที่อ่อนกว่า เหลือเพียงแกนหินที่แข็งแกร่งที่สุด ตั้งโดดเด่นราวกับประติมากรรมธรรมชาติ

อีกสมมติฐานหนึ่งมองว่า การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในอดีตอาจดันมวลหินขึ้นสู่ตำแหน่งที่สมดุลอย่างน่าหวาดเสียว ทว่ามั่นคงพอจะยืนหยัดผ่านกาลเวลา

ไม่ว่าคำตอบใดจะถูกต้อง หินก้อนนี้ได้กลายเป็น “หินหลงเหลือ” ที่ธรรมชาติเหมือนตั้งใจวางไว้ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังตีความ


ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในภูมิทัศน์ศรัทธา

สำหรับผู้คนในอดีต โดยเฉพาะชุมชนพุทธศาสนาโบราณแห่งศรีเทพ ภูเขาลูกนี้มิใช่เพียงภูเขา หากเปรียบได้กับ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางจักรวาลตามคติอินเดียโบราณ

ลักษณะหินที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ใต้ยอดหินนี้ ปรากฏถ้ำซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำอายุกว่า 1,200 ปี—รูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนาแบบมหายาน

การปีนขึ้นสู่ที่สูงชันเพื่อสลักภาพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงการสร้างศาสนสถาน หากคือการ “ยก” พื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นภูมิศักดิ์สิทธิ์ (sacred landscape)

แสงสุดท้ายเหนือยอดหิน

ตำแหน่งของเขาถมอรัตน์ทางทิศตะวันตกของเมืองโบราณ ทำให้ยามอาทิตย์อัสดง แสงสีทองจะส่องกระทบยอดหินก่อนจมหายหลังขุนเขา ภาพดังกล่าวอาจเคยเป็นสัญญาณเวลา พิธีกรรม หรือแม้แต่สัญลักษณ์ทางจักรวาลวิทยาที่ผู้คนในเมืองมองเห็นทุกวัน

หินส่องฟ้าจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ ประภาคารทางจิตวิญญาณ และอนุสาวรีย์แห่งศรัทธาในคราวเดียวกัน

ปริศนาที่อาจไม่มีวันคลี่คลาย

แม้หลักฟิสิกส์บอกว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป แต่การที่หินก้อนนี้ยืนหยัดผ่านแผ่นดินไหว ลมฟ้า และกาลเวลามานับพันปี สะท้อนถึงสมดุลอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ปัจจุบัน ทั้งเมืองโบราณศรีเทพและภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยUNESCOการศึกษาทางธรณีวิทยาและการอนุรักษ์จึงเข้มข้นขึ้น เพื่อรักษาทั้งโบราณสถานและ “ปริศนา” ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตในจินตนาการของผู้คน

ท้ายที่สุด หินส่องฟ้าอาจไม่ได้สำคัญเพราะคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากสำคัญเพราะมันทำให้เรายังตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และความเชื่อ—คำถามเดียวกับที่ผู้คนบนแผ่นดินศรีเทพเคยเงยหน้าถามท้องฟ้าเมื่อพันปีก่อน และบางที ปริศนาที่แท้จริง อาจไม่ใช่หินก้อนนั้น แต่อยู่ที่สายตาของผู้มองเอง.


ข้อมูลเบื้องต้น-ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์  ประธานสภาวัฒนธรรม จ.เพชรบูรณ์


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ข่าวเด่น

ปริศนา “หินส่องฟ้า” แห่งเขาถมอรัตน์: เมื่อธรรมชาติสลักศรัทธาไว้เหนือเมืองศรีเทพ

เหนือผืนที่ราบอันเคยรุ่งเรืองของ เมืองโบราณศรีเทพ มีภูเขาหินโดดเด่นลูกหนึ่งตั้งตระหง่านทางทิศตะวันตก— เขาถมอรัตน์ ภูเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงภ...